เล่าเรื่องเสียว คุยเรื่องเช็กซ์ การ์ตูนโดจิน อ่านการ์ตูน ดูหนังโป๊ คลิปหลุด วีดีโอโป๊ หนังเอ็กซ์   
คุยเรื่องเช็กซ์ Last update : เล่าเรื่องเสียว | คุยเรื่องเช็กซ์ | การ์ตูนโดจิน | อ่านการ์ตูน | ดูหนังโป๊ | คลิปหลุด | วีดีโอโป๊ | หนังเอ็กซ์
Home
หัวข้อเรื่อง
อัพเดท

Friend (เพื่อน) 5 Copy End เล่าเรื่องเสียว

Home >> เล่าเรื่องเสียวนักศึกษา >>  Friend (เพื่อน) 5 Copy End

เรื่องเสียว Friend (เพื่อน) 5 Copy End


Friend (เพื่อน) 5 Copy End### ตอนที่ 5 ### ผมพึ่งกลับมาจากสัมมนา ที่นั่นฝนตกบ้าง ไม่ตกบ้าง แต่ก็น่ารำคาญพอสมควร โชคดีจริงๆที่พอกลับมากรุงเทพแล้วที่นั่นน้ำพึ่งจะท่วม ไม่งั้นยิ่งเบื่อตายเลย พูดถึงแล้ว อยากคุยอะไรเกี่ยวกับจังหวัดที่ไปสัมมนามาหน่อยสิ แต่ต้องกราบขอประทานโทษเพื่อนๆด้วยนะ ไม่กล้าพูดถึงชื่อจังหวัดหรอกเพราะกลัวถูกด่า จะบอกว่านี่เป็นแค่ความเห็นส่วนตัวของผม ไม่ใช่ว่าจะต้องถูกต้องเสมอไป รู้เห็นอะไรก็เอามาเล่าสู่กันฟัง ใครที่มีคำแนะนำเพิ่มเติมอะไรก็บอกกันมาได้นะ แต่ถ้าไม่ชอบอ่าน ก็ปิดซะตอนนี้แล้วไปเปิดเรื่องอื่นอ่านแทน เพราะผมไม่อยากถูกด่า ว่าเอาเรื่องจังหวัดโน้นจังหวัดนี้มาพูดถึง เอาตามนี้ก็แล้วกัน... เชื่อว่าหลายๆคนคงเคยไปเที่ยวที่นั่นมาแล้ว ผมเคยต้องขึ้นไปประจำอยู่สาขาที่นั่นประมาณสองปีกว่าๆ ตอนไปเที่ยวกับไปทำงานนี่มันคนละเรื่องเลย ไปเที่ยวสนุกดีเพราะไปแต่ย่านท่องเที่ยว แต่พอไปทำงานแล้วมันน่าเบื่อมากเพราะชีวิตที่นั่นมันซ้ำๆ ที่เที่ยวก็ซ้ำๆ แต่ที่เที่ยวบางที่ไปซ้ำๆก็ไม่เบื่อ สมัยนั้นผมมักจะไปเที่ยวอยู่แค่สองที่คือย่านถนนซุปเปอร์กับแถวๆห้างใหญ่ ว่ากันว่าเค้าพยายามจะทำที่นั่นให้เป็นRCAเหมือนกรุงเทพ แต่มันไม่เหมือนว่ะ ที่ไม่เหมือนก็คือบรรยากาศ อย่างย่านซุปเปอร์เนี่ยสถานที่มันสงบไปหน่อย เดินกลางคืนกลัวผีหลอก ส่วนแถวห้างใหญ่ดีขึ้นมานิดนึง แต่ที่เหมือนก็คือสาวๆที่ไปที่นั่น แหะ แหะ ต้องบอกว่าสาวๆที่นั่นใจกล้ากว่าสาวกรุงเทพเยอะมากๆ เพราะเวลาเธอใส่สายเดี่ยว มันหมายถึงสายเดี่ยวจริงๆนะ ข้างในไม่มีอะไรเลย แต่ถ้าถามผมแล้ว ผมชอบเวลาสาวๆใส่เสื้อยืดธรรมดาตัวเล็กๆมากกว่า เพื่อนๆเคยเห็นใช่หรือเปล่า เสื้อยืดตัวเล็กๆธรรมดาแต่โนบรานี่มันเห็นข้างในชัดเจนกว่าสายเดี่ยวอีกนะเพราะเสื้อมันรัดจนเป็นรูปเลยว่าข้างในเป็นยังไง เวลาเดินผ่านเนี่ยไม่ต้องเดาเลยว่าไซส์อะไร แล้วไอ้จุดที่ลิ้นของผู้ชายชอบลงไปแลนดิ้งก็ดันเสื้อออกมาซะจนเห็นเป็นเม็ดเลย ผมนั่งกินเบียร์อยู่ ต้องใช้เวลานานมากกว่าเบียร์จะลงคอเพราะต้องเงยหน้ามองเต้าเดินได้พวกนั้น เท่าที่เห็นส่วนใหญ่จะประมาณ 32-34B ก็ขนาดปานกลาง ที่พูดนี่ไม่ได้ว่านะ แต่จะชมต่างหาก เพราะแสดงว่าคนที่นั่นมีความมั่นใจในตัวเองสูงกว่าคนกรุงเทพเสียอีก ก็เค้ามีดีจะอวดนี่ เคยรู้จักคนนึงเป็นคนอำเภอด้านนอกเพราะเราต้องติดต่องานกัน นั่นสิ XLของจริง แต่ขอโทษเถอะ มีแต่ปริมาณ เวลาเคล้นนมเธอ ให้ความรู้สึกเหมือนกำลังเอามือขยำแป้งเต้าหู้อยู่เพราะมันนิ่มจนแทบจะเละไปหมดแล้ว ตอนที่ถอดยกทรงออก พอเห็นแล้วก็ต้องส่ายหน้าเลย แต่ก็ยังดีกว่าไม่ได้เอาวะ ก็ได้อาศัยเธอช่วยเหลือเป็นบางครั้งตอนประจำอยู่ที่นั่นซึ่งไม่มีปัญหาเรื่องสถานที่เพราะที่นั่นมีม่านรูดเกือบทุกถนนเลย แต่ถ้าไม่ชอบม่านรูดก็เข้าโรงแรมธรรมดาก็ได้ ค่าห้องไม่แพงหรอก แต่เอามานอนบนคอนโดที่ผมอยู่ไม่ได้นะ เพราะแฟนผมชอบสร้างความประหลาดใจให้ผมโดยการขึ้นไปเยี่ยมโดยไม่บอกให้ผมรู้ตัวล่วงหน้าบ่อยๆ ผมไม่อยากให้เธอประหลาดใจบ้างน่ะ... บ่นอะไรอีกซักนิดนึงเถอะ ที่นั่นค่าครองชีพค่อนข้างสูง แต่ขอโทษนะ เงินเดือนของคนที่นั่นโดยเฉลี่ยแล้วต่ำติดดินเลย ปริญญาตรีที่นั่นเริ่มต้นเงินเดือนที่ห้าพันกว่าบาท ผมแปลกใจมากว่าเค้าอยู่กันได้ยังไง สมัยผมไปอยู่ที่นั่น ผมใช้ฐานเงินเดือนที่นี่ไปอยู่ที่นั่นประมาณสี่หมื่นกว่าบาท แต่ไม่ค่อยเหลือเก็บเท่าไหร่หรอก ที่ไม่ค่อยเหลือเก็บเพราะบางทีก็สงสารน้องๆเค้า เด็กบางคนพ่อแม่ไม่ค่อยมีเงินหรอก แต่อยากให้ลูกสาวเรียนโรงเรียนดีๆ ไม่อยากเอ่ยชื่อโรงเรียน ผมรู้จักเด็กคนนึง ไปเจอกันที่สวนสาธารณะใกล้ๆโรงเรียน ได้เงินไปโรงเรียนวันละสามสิบบาท มันจะไปพอกินอะไร แล้วเด็กกำลังโต ก็อยากได้ของใช้เหมือนๆเพื่อนที่โรงเรียน ไหนจะลิปสติกเอย แป้งเอย ไหนจะเสื้อผ้า ไหนจะกระเป๋า ไหนจะมือถือ พอซื้อมือถือให้แล้วก็ไม่มีเงินซื้อบัตรเติมเงินอีก ต้องคอยเติมเงินให้อยู่เรื่อย อีกอย่าง แกก็ไม่ใช่เด็กเล็กๆแล้ว เคยไปบ้านแก บ้านแกเป็นบ้านชั้นเดียว หลังเล็กนิดเดียว จะให้อุดอู้อยู่ในบ้านอย่างเดียวได้ยังไง เสาร์อาทิตย์แกก็อยากออกมาเที่ยวข้างนอกบ้าง แต่ถ้าออกมาเองก็ไม่มีตังค์ น่าสงสารเชียว ระดับมหาวิทยาลัยก็มีนะ ที่นั่นค่าเทอมแพงมาก ก็ได้รู้จักน้องคนนึง ลำบากมาก กลางวันเรียน ตอนกลางคืนต้องทำพาร์ทไทม์เป็นเด็กเชียร์เบียร์อยู่ในร้านแถวๆคลองชลประทาน ที่บ้านทำสวนลำไยเล็กๆ มันก็ไม่พอค่าเทอมหรอก แกพยายามรวบรวมเงินเพื่อเอาไว้เรียนหนังสือ ผมน่ะสนับสนุนคนที่มีความมุ่งมั่นตั้งใจจริงอย่างนี้อยู่แล้ว ก็เลยไปอุดหนุนเบียร์ที่แกเชียร์อยู่บ่อยๆ แล้วบางทีน้องคนเนี่ยเค้าเหนื่อยเรื่องเรียนเรื่องงานมากๆเข้าก็อยากไปพักผ่อนแต่ไม่มีรถ ไอ้เราก็พอจะมีรถเล็กๆเอาขึ้นไปใช้ที่โน่นด้วย ก็รับภาระพาแกไปเที่ยว ตามใจแกทุกอย่าง เคยพาแกไปเที่ยวบ้านโบราณ ที่เชียงแสน แต่ค่อนข้างแพงเหมือนกัน คืนนึงเกือบสี่พันบาท ก็ให้แกนอนพักผ่อนอยู่ที่นั่นสองวันจนหายเหนื่อยแล้วก็พาแกมาส่ง ส่วนผมก็กลับคอนโดนอนเป็นตายเพราะแกถ่ายเทความเหนื่อยมาไว้ที่ผมจนหมดเลย... ตอนนั้นผมเห็นว่าตัวเองพอมีเงินนิดๆหน่อยๆก็เลยช่วยค่าขนมน้องเค้า ซื้อของให้บ้าง ไม่อยากให้พวกแกลำบาก แบ่งๆกันไป พวกแกก็ตอบแทนบุญคุณมา ก็ไม่ถือว่าเป็นหนี้เป็นสินอะไรกัน น้องคนเล็กนี่ยังเด็ก อุปกรณ์ในการตอบแทนบุญคุณของแกยังไม่ค่อยสมบูรณ์นัก อย่างอุปกรณ์ชิ้นบนนี่มันเพิ่งจะตูมขึ้นมาเอง ส่วนอุปกรณ์ชิ้นล่างก็ยังสะอาดสะอ้าน ไม่มีอะไรมารกรุงรังเลย วิธีการตอบแทนบุญคุณของแกยังไม่ค่อยคล่องมากนัก ผมต้องคอยสอนแกว่าวิธีการตอบแทนบุญคุณที่ถูกต้องต้องทำยังไง แต่ตอนตอบแทนครั้งแรกเนี่ย แกแหกปากลั่นห้องเลย ต้องผ่านไปหลายๆครั้งนั่นแหล่ะถึงจะดีขึ้น แต่น้องคนโตนี่มีอุปกรณ์ในการตอบแทนบุญคุณสมบูรณ์แบบแล้ว ที่ชอบก็คืออุปกรณ์ข้างบนของแกมันใหญ่เกินตัวจริงๆ แล้วตอนที่กำลังตอบแทนบุญคุณกันอยู่นะ ไอ้ข้างล่างของแกนี่รู้สึกว่าจะพยายามขอบคุณผมอยู่ตลอดเวลาเลย และผมรู้สึกว่าแกจะสำนึกบุญคุณผมมาก มีลีลาการตอบแทนบุญคุณจนผมต้องออกค่าเทอมให้แกเลย แต่ออกให้บ่อยไม่ได้นะเพราะแฟนคอยเช็คเงินในบัญชีอยู่เรื่อย แต่ไม่เล่ารายละเอียดล่ะเพราะตั้งใจว่าจะให้ตอนนี้เป็นตอนจบ เดี๋ยวจะยืดเยื้อ... จนผมกลับมาประจำกรุงเทพเหมือนเดิม ก็ยังมีกลับไปที่นั่นบ้างเป็นบางครั้งเพราะบางทีก็ต้องขึ้นไปประชุมหรือไม่ก็สัมมนา ซึ่งก็มีทั้งประชุมบริษัทจริงๆและอ้างที่บ้านว่ามีประชุม ทุกครั้งก็จะแวะไปเยี่ยมน้องๆ ใครขาดเหลืออะไรผมก็ช่วย น้องเค้าก็ตอบแทนบุญคุณกลับทุกครั้ง แล้วพอไปเรื่อยๆ น้องคนเล็กก็รู้จักปรับปรุงลีลาการตอบแทนบุญคุณจนสูสีกับน้องคนโตแล้ว แต่ช่วงหลังๆผมไม่ค่อยได้ขึ้นไปแล้วล่ะเพราะข่าวเรื่องเอดส์ของที่นั่นดังมากจนผมไม่กล้าให้พวกแกตอบแทนบุญคุณอีกแล้ว กลัวว่าแกจะจ่ายดอกเบี้ยมาให้ด้วย พึ่งเลิกขึ้นไปเมื่อไม่กี่ปีมานี้เอง เพื่อนๆที่กำลังอ่านอยู่แล้วเป็นคนที่นั่นคงรู้ว่าผมหมายถึงโรงเรียนหรือมหาวิทยาลัยอะไรแน่ๆเลย... ไหนๆก็พูดถึงเรื่องต่างจังหวัดแล้ว อยากจะเล่าเรื่องบางเรื่องให้เพื่อนๆฟังหน่อย ตอนก่อนที่จะไปประจำอยู่ที่นั่น ผมก็ต้องเทียวไปเทียวมาระหว่างกรุงเทพกับที่นั่นบ่อยๆ มีครั้งนึง ไปทำงานแล้วถือโอกาสไปเที่ยวที่สุดขอบประเทศ ก็ได้รู้จักสาวพม่าคนนึงชื่อนัชชิกา แต่เธอชอบให้ผมเรียกว่าเคเคมากกว่า ไม่รู้เหมือนกันว่าแปลว่าอะไร เคเคเป็นคนเชียงตุง ข้ามจากท่าขี้เหล็กมาค้าขายอยู่ที่แม่สาย เธอเรียนจบมหาวิทยาลัยย่างกุ้งนะแต่ทำไมถึงมาขายของก็ไม่รู้ ผมขึ้นไปพักอยู่ที่โรงแรมวังทอง เราไปรู้จักกันที่นั่นเพราะผมเดินเที่ยวในตลาดแล้วไปเลือกซื้อของที่ร้านของเธอ ผมไปร้านเธอสองสามครั้งก็ได้คุยกันหลายเรื่อง เราคุยกันภาษาไทยนะ แต่สำเนียงเวลาเธอพูดภาษาไทยมันโคตรห้วนเลย ผมพยายามฝึกพูดภาษาพม่า แต่ก็ได้แค่คำเดียวว่าเมงกลาบา แปลว่าสวัสดี แค่นั้น พอเคเครู้ว่าผมมาจากกรุงเทพ เธอบอกผมว่าเธออยู่ในพม่าลำบากมาก เงินเดือนที่นั่นนิดเดียวเอง เธอจบปริญญาตรี ถ้ารับราชการก็ได้เงินเดือนหกร้อยบาท มันจะไปพอกินอะไร เข้ามาค้าขายในไทย ด่านเปิดหกโมงเช้า พอหกโมงเย็นก็ต้องกลับแล้ว เธออยากมาอยู่ในไทย แต่ไม่รู้จะทำยังไง เข้ามาได้ลึกที่สุดแค่ด่านแม่จันเอง เธอบอกว่าเธอมีเงินเก็บนะ ถ้าใครช่วยได้ เธอก็ยินดีจ่ายไม่อั้น... ผมสารภาพกับเพื่อนๆว่าผมช่วยเธอไม่ได้หรอก ใครจะไปช่วยได้วะ ไม่ได้ทำงานตม.นี่หว่า แต่ความคิดชั่วๆมันวูบขึ้นมา ไม่ได้อยากได้เงินเธอหรอกนะ แต่รูปร่างของเธอเท่าที่เห็นคร่าวๆมันน่าเอาจริงๆ แล้วผมก็อยากลองสาวๆชาติอื่นที่ไม่ใช่คนไทยดูบ้าง ว่ามันจะแตกต่างกันหรือเปล่า ตอนแรกผมไม่แน่ใจว่าเธอจะรู้กฎหมายไทยหรือเปล่า แต่คิดว่าไม่น่าจะรู้ ก็เลยบอกเธอว่ามีวิธีนึงที่น่าจะทำให้เธอเข้ามาอยู่หรือมาเป็นคนไทยได้ ก็คือแต่งงานหรืออยู่กินกับคนไทย สารภาพว่าไม่รู้หรอกนะว่าเรามีกฎหมายข้อนี้หรือเปล่า แต่ผมเอามาจากกฎหมายอเมริกา เคเคสนใจมากแต่ไม่รู้จะทำยังไงต่อ ผมก็สวมรอยว่าเอาอย่างนี้ ผมช่วยก็แล้วกัน ผมจดทะเบียนสมรสกับเธอก็ได้นะ แล้วเข้ามากรุงเทพด้วยกันในฐานะเมียผม แล้วพอมาถึงกรุงเทพ เราค่อยหย่ากันก็ได้ ถึงตอนนั้นเธอก็เป็นคนไทยแล้ว จะทำยังไงต่อไปก็เป็นเรื่องของเธอ ที่พูดนั่นพูดเล่นๆนะ ไม่คิดว่าเธอจะสนใจ แต่เธอกลับทำท่ากระตือรือร้นมาก บอกว่าเธอสนใจจริงๆ ถ้าไม่รบกวนผมจนเกินไป เธอก็ขอความช่วยเหลือด้วย อ้าว! เข้าทางเลยสิ ผมก็บอกว่าถ้าอย่างงั้นเดี๋ยวตอนบ่ายไปคุยรายละเอียดและวิธีการในโรงแรมที่ผมพักอยู่ดีกว่าเพราะไม่อยากคุยอะไรกันที่นี่ และผมจะอธิบายเรื่องเกี่ยวกับประเทศไทยโดยเฉพาะกรุงเทพให้ฟัง... เคเคเข้ามาคุยกับผมในห้อง คงตื่นเต้นเพราะเห็นช่องทางที่จะเข้ามาอยู่ในไทยอย่างถูกกฎหมาย แต่ตอนนั้นผมหัวหมุนไปหมดเลยเพราะไม่รู้กฎหมายซักอย่าง แล้วก็พูดออกไปแล้วด้วย บอกตรงๆว่าที่พูดออกไปเพราะอยากเอาเธอเท่านั้น เคเคเป็นสาวผิวขาวเหลืองซึ่งผมไม่ค่อยได้เจอบ่อยนัก ใบหน้าเรียวได้รูป ผมยาว รูปร่างผอม แต่ดูแข็งแรง อาจเป็นเพราะพม่าไม่มีรถใช้ก็ได้ ต้องเดินเป็นส่วนใหญ่ทำให้ดูแข็งแรง ซึ่งในชีวิตผม ส่วนใหญ่จะเจอแต่พวกคุณหนู นั่งกินนอนกิน ตัวนุ่มนิ่มไปหมด ก็เลยอยากลองอะไรที่มันแปลกออกไปบ้าง แต่จะพูดยังไงกับเธอดีล่ะ เธอถึงจะยอมให้เอา เพราะผมไม่ชอบบังคับใคร เธอถามผมว่ามีค่าใช้จ่ายเท่าไหร่ ผมบอกว่าไม่มีเพราะผมไม่ได้คิดจะหากำไรจากการช่วยเหลือกันอย่างนี้ แต่ผมขอเธอตรงๆว่าวันนี้ไม่ต้องกลับท่าขี้เหล็กนะ อยู่เป็นเพื่อนผมก่อน แล้วพรุ่งนี้ก็ลงไปเปิดร้านตอนเช้าได้เลย เคเคมองหน้าผมนานมากจนผมกลัวว่าเธอจะเปลี่ยนใจ ตอนนั้นผมอยากจะเดาว่าเธอกำลังคำนวณผลได้ผลเสียอยู่เพราะผมชวนเธออย่างนี้ เธอคงรู้แล้วว่าผมหมายถึงอะไร ยิ่งผมบอกว่าผมไม่อยากได้เงินจากเธอด้วย ผมนั่งรอเธอตัดสินใจ ไม่ได้ไปเร่งอะไร ซักพักเธอก็พยักหน้า ผมก็ยิ้มสิ เคเคถามผมตรงๆว่านั่งคุยกันอย่างเดียว ไม่ต้องมีอะไรกันได้มั๊ย ผมก็ตอบเธอตรงๆเหมือนกันว่าผมอยากมี แต่ผมไม่บังคับเธอ ถ้าเธอคิดว่ามันไม่คุ้มที่เธอจะต้องแลก ก็เป็นสิทธิ์ของเธออยู่แล้ว เคเคนั่งนิ่ง ผมก็ไม่ได้เร่งร้อนอะไร ชวนเธอนั่งคุยอยู่ในห้องเรื่องโน้นเรื่องนี้ไปเรื่อยๆ จนเห็นว่าสมควรแก่เวลาแล้ว ก็ลองเสี่ยงเดินไปนั่งข้างๆเธอ กลัวเหมือนกันแหล่ะว่าเธอจะว่า แต่เคเคก็นั่งนิ่งอย่างนั้น ผมลองกอดเธอ เคเคทำท่าขืนนิดนึงแต่ก็ไม่ได้ห้ามอะไร... ผมยิ้มแฉ่งเลยล่ะ ไม่ต้องรออะไรแล้ว ประคองเธอไปนอนบนเตียงแล้วค่อยๆถอดเสื้อกับกางเกงเธอออก เคเคนอนหลับตานิ่ง ผมไม่ยอมเสียเวลานะ ทั้งร่างเธอเหลืออยู่แค่ยกทรงกับกางเกงในเท่านั้น พอก้มลงไปจูบใบหน้าเธอก็ได้กลิ่นหอมของแป้งพม่า มันหอมจริงๆนะ ผมเลื่อนมาประกบปากเธอ เคเคนิ่งอยู่อย่างนั้นจนผมแซะปลายลิ้นเข้าไปในปากเธอ เธอจึงยอมเปิดปากให้ ดูท่าทางเธอไม่ค่อยเป็นงานเท่าไหร่นัก ผมจูบปากเธอชั่วครู่จึงค่อยๆเลื่อนใบหน้าลงมาจนถึงซอกคอ สองมือไขว้ไปอยู่ด้านหลังและปลดตะขอยกทรงเธอออก เคเคขืนนิดนึงแต่ผมไม่สนใจ ปลดยกทรงออกจากแขนเธอดึงออก นมของเธอสวยจริงๆ แน่นกระชับ ปลายติ่งยังออกสีชมพูจางๆอยู่ จากที่เห็นเชื่อว่าเธอยังไม่เคยผ่านอะไรมามากนัก ผมเคล้นคลึงทั้งมือและลิ้นเข้าใส่สองเต้าของเธออย่างตื่นเต้น ไม่เคยเอาคนชาติอื่นที่ไม่ใช่คนไทยนี่หว่า ไม่รู้ว่าจะแปลกจากคนไทยแค่ไหน พอซุกไซ้ใบหน้าบนเต้าพอใจแล้ว ผมก็ค่อยๆดึงกางเกงในเธอรูดออกจากปลายเท้า เคเคนอนหนีบขาแน่น ผมเหลือบลงไปมองแล้วก็ต้องแอบยิ้มเพราะเธอไม่มีขนอะไรมาปิดบังเนินเนื้อแม้แต่เส้นเดียว ซึ่งผมไม่ค่อยได้เจอบ่อยนัก เนินเนื้อของเธอขาวสะอาดแต่จะหอมหรือเปล่าไม่รู้ เพราะผมไม่กล้าเลื่อนใบหน้าลงไปข้างล่าง ก็คนมันแปลกหน้าขนาดนั้น ใครจะไปกล้า... จัดการเสื้อผ้าเธอจนหมดแล้ว ผมก็หันมาจัดการกับตัวเองบ้างจนเปลือยหมดทั้งร่างเหมือนเธอ สาวพม่านี่ผิวละเอียดดีจัง เวลาถูตัวกับร่างของเธอ มันลื่นเนียนไปหมด ท่อนเนื้อผมพร้อมแล้ว รอเพียงแค่เธอพร้อมเท่านั้น ผมใช้ปลายนิ้วเกลี่ยบนร่องของเธอเบาๆจากบนลงล่างสลับไปมา เคเคนอนบิดอยู่บนเตียง ครางเบาๆ ซักพักก็รู้สึกว่าร่องของเธอหลั่งน้ำเอ่อซึมออกมา คงใช้ได้แล้วมั๊ง ผมค่อยๆสอดตัวเข้าไปอยู่กลางหว่างขาเธอ เคเคหรี่ตาขึ้นมามองหน้าผม ผมจับต้นขาเธอแยกออกจากกันจากร่องเนื้อกลางลำตัวเผยอออกจากกัน ผมพยายามจับท่อนเนื้อเขี่ยไปมาบนติ่งเนื้อของเธอแต่มันมีขนาดเล็กมากจนมองแทบไม่เห็น เคเคร้องครางในลำคอ บิดเอวไปมา ผมทนไม่ไหวแล้วก็เลยค่อยๆดันท่อนเนื้อเข้าไปในร่องของเธอ พอส่วนหัวมุดเข้าไป เคเครีบผลักอกผมไว้ บอกว่ามันเจ็บมาก แต่ตอนนั้นผมไม่สนใจแล้ว ค้างนิ่งในท่านั้นซักพักจนรู้สึกว่าต้นขาเธอคลายอาการเกร็ง เธอเอามือออกจากอกผม ผมก็ตัดสินใจดันท่อนเนื้อเข้าใส่ร่างเธอต่อแต่คราวนี้ไม่ขยักไว้อีกแล้ว เธอนอนดิ้นพล่านเพราะผมกดร่างเข้าไปในตัวเธอจนหมดดุ้น พอสุดแล้วก็ประกบร่างนอนกอดเธอไว้ จะบอกเพื่อนๆว่าเคเคยังซิงอยู่เลย เพราะช่วงสุดท้ายที่ดันท่อนเนื้อ ผมต้องแหกด่านเข้าไปนะ มันผ่านด่านตรวจคนเข้าเมืองด่านสุดท้าย ซึ่งน่าจะเป็นด่านที่ทำให้เธอดิ้นขนาดนั้น เคเคนอนน้ำตาไหลจากหางตา แต่ผมรู้สึกเสียวไปหมดทั้งท่อน ร่องของคนพม่านี่มันแน่นกระชับดีจริงๆ... ผมนอนนิ่งอยู่อย่างนั้น รอให้เธอหายเจ็บ จนรู้สึกว่าภายในร่องของเธอคลายจากอาการเกร็งแล้ว ก็เริ่มทำสงครามระหว่างไทยกับพม่าทันที ร่องเนื้อของเธอร้อนผ่าว แน่นกระชับจนผมแทบเข้าตีเธอไม่ได้ เธอเป็นฝ่ายรับการรุกของผมอย่างเดียว ดูก็รู้ว่าเธอยังไม่เคยผ่านการทำสงครามมาก่อน แต่ไม่เป็นไร ผมตีฝ่ายเดียวก่อนก็ได้ เคเคนอนนิ่งให้ผมอาศัยสองเต้าของเธอเป็นที่ยึดตัวไว้ขณะที่กระแทกเอวเข้าใส่ร่างเธอจากช้าๆจนค่อยๆเร่งเร็วขึ้น ว่าจะยั้งๆรอเธอให้ไปพร้อมๆกัน แต่ทั้งเต้าและทั้งร่องของเธอมันทำให้ผมไม่สามารถอดทนรอเธอได้ ผมกระแทกอยู่บนร่างเธอซักพักก็ต้องกลั้นใจกดร่างบดทับกับร่างของเธอ เคเคสะดุ้งเฮือกเมื่อผมฉีดน้ำเข้าใส่ร่องของเธอเป็นจังหวะ ผมรอจนหลั่งน้ำเข้าใส่ร่างเธอหมดแล้วจึงค่อยๆถอนตัวลงมานอนข้างๆเธอ อยากจะบอกเพื่อนๆว่าผมแก้แค้นแทนสงครามตอนที่พม่ายกมาตีกรุงศรีเรียบร้อยแล้วล่ะ ถล่มค่ายพม่าซะเละเทะเลย... ตลอดหนึ่งอาทิตย์ที่ผมอยู่ที่นั่น เราเอากันทุกวัน เธอขายของที่ร้านได้ซักพักก็จะปิดร้านแล้วขึ้นมาหาผมที่ห้องเพื่อมานอนกับผม แต่เธอก็ไม่ลืมที่จะทวงสัญญาเรื่องพาเธอมากรุงเทพด้วย ผมยังนึกไม่ออกเหมือนกันว่าจะทำยังไง แต่ตอนนั้นมันมีหน้าที่เอา ก็ต้องเอาอย่างเดียว อย่างอื่นไว้คิดทีหลัง ผมก้มหน้าก้มตาฉีดน้ำใส่ร่างของเธอทั้งปากบนปากล่าง เคเคคล่องขึ้น เป็นงานขึ้น ที่ชอบมากก็คือเห็นรูปร่างผอมๆอย่างนั้นแต่เนื้อเธอแน่นไปหมดทั้งตัวเลย ที่จริงถ้าเธอเป็นคนไทย ผมก็อยากจะชวนเธอลงมาเที่ยวกรุงเทพด้วยเหมือนกันเพราะยิ่งเอา ยิ่งสนุก แต่เธอเป็นพม่า แค่ด่านแม่สายเธอก็ผ่านมาไม่ได้แล้ว ผมปีนขึ้นปีนลงอยู่บนร่างของเธอจนหมดเวลา ต้องกลับมาทำงานที่กรุงเทพแล้ว คืนสุดท้ายที่อยู่ที่นั่น เคเคไม่ยอมกลับท่าขี้เหล็ก เอ๊ะ! ผมบอกไปแล้วนี่ว่าคนพม่าที่ข้ามฝั่งมา ต้องกลับเข้าด่านก่อนหกโมงเย็น แต่คืนนั้นเธอแอบนอนอยู่กับผมในห้อง ผมรู้นี่ว่านี่เป็นคืนสุดท้ายที่ผมจะอยู่แม่สายแล้ว คืนนั้นผมก็เลยใช้พลังงานเฮือกสุดท้ายเอาเธอเกือบทั้งคืนเพราะรู้ว่าคงจะไม่ได้เจอเธออีก ตอนเช้าเธอไปเปิดร้าน ผมนอนอยู่ในห้อง บนเตียงมีแต่คราบน้ำของทั้งเธอและผมเลอะเทอะไปหมด ผมรู้สึกผิดเหมือนกัน แต่ไม่รู้จะทำยังไง นอนตัดใจซักพักก็เก็บของแล้วลงมาเช็คเอาท์ขับรถกลับกรุงเทพโดยไม่ได้บอกลาเธอ ก็จะไปลาได้ที่ไหนกัน เธอรอให้ผมพากลับกรุงเทพด้วย ขืนไปลาก็ไม่ได้กลับสิ แล้วตั้งแต่นั้น ผมก็ไม่เคยกลับไปนอนที่วังทองอีกเลย... ตายแล้ว ตั้งใจจะเล่าเรื่องสมัยเรียนมหาวิทยาลัย แต่ดันออกไปเรื่องไหนก็ไม่รู้ ก็อย่าถือสากันนะเพราะผมก็เล่าไปเรื่อยๆอย่างนี้แหล่ะ และก็ถือว่าเป็นตอนสุดท้ายแล้วด้วย อยากพูดอะไรก็พูดออกไปเรื่อยเปื่อย... คราวที่แล้วถึงไหนนะ อ้อ! ถึงตอนที่ผมชวนแตงโมเดินเข้าม่านรูดแล้วก็ส่งเธอกลับบ้าน ตั้งแต่นั้นมาเราก็ไม่เคยมีอะไรกันอีกเลย ถึงแม้เธอจะหุ่นดี แต่ข้างในของเธอมันแทบจะหมดสภาพแล้ว ให้ไอ้พวกหนุ่มๆที่มารับเธอเก็บไว้ใช้ดีกว่า นี่ก็เป็นตัวอย่างให้เพื่อนๆว่าอย่าคาดหวังอะไรในสิ่งที่เรายังไม่เห็น บางทีเห็นสาวๆน่ารัก หุ่นดี แต่พอเปิดข้างในออกมา ก็รู้สึกว่าถ้าต้องเสียเวลาเอาคุณเธอพวกนี้ เอาเวลาไปนั่งกินเหล้าดีกว่า พูดแล้วยังเคืองพี่เอกไม่หายเลย หลอกให้ผมเสียเวลาประกบอยู่ตั้งนาน หลังจากนั้นพอผมเจอหน้าแตงโม เธอทำไม่รู้ไม่ชี้ ผมก็ทำไม่รู้ไม่ชี้ แต่รำคาญไอ้บิ๊ก เพราะมันคอยแต่จะถามผมอยู่นั่นแหล่ะว่าคืนที่เลี้ยงปีใหม่ ผมไปไหนกับแตงโม ใครจะอยากเล่าให้มันฟังวะ... ปีสี่เป็นปีที่ผมมีกิจกรรมทางเพศน้อยมากเพราะต้องเรียนหนัก ทำเป็นเล่นไป เกรดผมสูงกว่าเกณฑ์ที่จะอนุมัติจบแค่นิดเดียวเอง พลาดพลั้งไปต้องมาเรียนอีกปีเพื่อแก้เกรด เสียเวลาตายห่าเลย และจะบอกเพื่อนๆว่าไอ้หนุ่มเลิกกับแฟนแล้ว ผมว่าแฟนมันคงทนอยู่กับนกกระจอกอย่างมันไม่ได้แน่ๆเลย... ถ้าจะให้เล่าเรื่องกิจกรรมบนเตียงสมัยปีสี่ อืม..มันไม่มีอะไรในคณะจะเล่าให้ฟังอีกแล้ว เพราะน้ำก็แตะไม่ได้ รินก็แตะไม่ได้ ส่วนแตงโมนี่ผมไม่อยากแตะเอง ผมไปมีอะไรข้างนอกทิ้งทวนการเรียนกับน้องจากมหาวิทยาลัยเพื่อนบ้าน น้องฝ้ายอยู่ปีสองของมหาวิทยาลัยนั้น ผมได้รู้จักกับเธอผ่านทางเพื่อนที่อยู่ชมรมเชียร์ซึ่งทั้งสองมหาวิทยาลัย มักจะนัดคุยกันเกี่ยวกับงานเชียร์เสมอๆ ผมก็ไปกับเพื่อนด้วย ไม่ได้มีอะไรหรอก ก็แค่อยากเปลี่ยนบรรยากาศแค่นั้น เจอหน้าเธอครั้งแรก บอกตรงๆว่าผมไม่ได้มีความสนใจแม้แต่นิดเดียวเพราะเธอโคตรของโคตรเด็กเรียนเลย เด็กอะไรวะ เรียนปีสองแล้วยังผูกผมเปียอยู่เลย ผมเจอเธอครั้งแรกเนี่ยเธอกำลังนั่งซ่อมเพลทอยู่ เพื่อนๆที่เคยแปรอักษรคงรู้จักนะ... ผมมักจะพูดเสมอๆว่าคนมันจะได้เอา ยังไงๆมันก็ได้เอา เหมือนฟ้ากำหนดมาไว้แล้ว เพียงแต่เป็นเรื่องของเวลาเท่านั้น ว่าจะได้เอาเมื่อไหร่แค่นั้นเอง... อานิสงค์ที่ผมไปนั่งๆนอนๆ บางทีก็แอบเอารายงานไปนั่งทำด้วยที่มหาวิทยาลัยนั้นกับเพื่อน ทำให้ผมกับฝ้ายได้คุยกันมากขึ้น ฝ้ายเป็นเด็กขี้อายมากๆ ล้ออะไรนิดนึงก็นั่งหน้าแดง ม้วนไปม้วนมา ตอนนั้นผมมองเธอแบบเอ็นดูจริงๆนะ ไม่ได้คิดอะไรเลย เพื่อนๆลองมองเด็กซักคนนึงสิ แล้วตัดความรู้สึกว่าน่าเอาออกไปซะ ที่เหลือนั่นแหล่ะคือความรู้สึกของผม ผมนั่งคุยกับฝ้ายไปเรื่อยๆ เอ๊ะ! ชักสนิทแฮะ ตอนหลังๆ กลายเป็นว่าผมเป็นคนเร่งเพื่อนเองว่าเมื่อไหร่จะไปที่นั่นซักที คุยไปคุยมา ฝ้ายชวนให้ผมช่วยซ่อมเพลทกับเธอ ที่จริงผมเกลียดงานอย่างนี้มากๆเพราะมันน่าเบื่อ แต่ก็ไม่อยากขัดใจ อีกอย่างนึงก็เห็นว่าตัวเองว่างๆ ช่วยก็ได้วะ... แต่พอผมช่วยเธอทำเพลทแค่ครั้งเดียว ตั้งแต่นั้นมา ผมก็ช่วยเธอมาตลอด ที่จริงก็ไม่ใช่เป็นคนดีอะไรหรอกนะ แต่เพราะเวลานั่งทำเพลท เรานั่งทำกับพื้น ฝ้ายก้มหน้าก้มตาทำ ไอ้ผมนั่งอยู่ตรงข้ามก็เลยเผลอมองเข้าไปในเสื้อเธอ ไม่ได้ตั้งใจจริงๆนะ มันเห็นเองนี่หว่า ถ้าเธอไม่อยากให้ผมเห็น ก็ต้องปิดกระดุมมาถึงคอสิ แต่นี่เล่นใส่ตามปกติ มันก็ต้องเห็นอยู่แล้ว ครั้งแรกที่เห็น เธอใส่ยกทรงสีชมพูอ่อน ผมเสียสมาธิการซ่อมเพลทเลย ใส่โค๊ดผิดๆถูกๆ คราวนี้รู้สึกว่าฝ้ายไม่ใช่เด็กอย่างที่คิดแล้ว ไอ้ความรู้สึกเอ็นดูมันก็ชักจะเปลี่ยนไปยังไงๆชอบกล แล้วอย่างที่เคยบอกเพื่อนๆไงว่าช่วงหลังๆนี่ ผมแทบไม่มีกิจกรรมบนเตียงเลย พอมีหนังตัวอย่างมาให้ดูอย่างนี้ ก็เลยชักจะนั่งทำงานไม่ได้แล้ว แล้วความรู้สึกโลภก็บังเกิดขึ้น เห็นแค่ยกทรงอย่างเดียวก็ชักอยากเห็นอย่างอื่นบ้าง แต่ทำยังไงจะได้เห็นล่ะ แล้วนี่ก็ไม่ใช่คณะของผมนี่ จะได้เป็นฝ่ายได้เปรียบเรื่องสถานที่ ช่วงนั้นเลยกลายเป็นว่าผมไม่ค่อยได้อยู่ในคณะเท่าไหร่ พอว่างก็รีบล็อกคอเพื่อนมาที่มหาวิทยาลัยของน้องฝ้ายเพื่อช่วยเธอทำเพลททันที เราสนิทกันมากขึ้น ฝ้ายม้วนไปม้วนมาน้อยลง เพื่อนๆที่มหาวิทยาลัยนั้นมองหน้าผมแปลกๆ คล้ายกับว่ามาจีบน้องชมรมเขาหรือเปล่าวะ ผมอยากจะบอกพวกมันว่ากูไม่ได้มาจีบ กูมาหาทางดูไอ้ที่อยู่ข้างในของน้องชมรมมึงต่างหาก แต่พูดไม่ได้นะ ผมไม่อยากถูกกระทืบออกมาจากที่นั่น ก็ทำไม่รู้ไม่ชี้นั่งช่วยฝ้ายทำโน่นทำนี่จนเพื่อนชวนกลับคณะ ผมก็ไม่กลับ อยู่ช่วยเธอจนเย็น... จากการที่อยู่จนเย็นบ่อยๆเข้า ผมก็ได้มีโอกาสส่งเธอกลับบ้าน แต่ไม่ได้เข้าบ้านเธอหรอกนะเพราะคนในบ้านมีเยอะมาก ผมขี้เกียจทัก ก็ส่งเธอแค่หน้าบ้าน บ่อยๆเข้าก็กล้าที่จะชวนเธอกินข้าวข้างนอกก่อนเข้าบ้านเธอ แรกๆเธอก็ปฏิเสธ แต่ผมก็ไม่ว่าอะไร ก็ชวนเธอเรื่อยๆจนเธอยอมกินข้าวกับผม ผมได้จับมือเธอแล้วนะตอนข้ามถนน เธอม้วนอยู่กลางถนนจนผมกลัวว่าเราจะตายซะก่อน แล้วอย่างที่บอกไงว่าถ้าเริ่มจับมือ อย่างอื่นมันก็จะตามมาเองโดยอัตโนมัติอยู่แล้ว แล้วก็จริงๆด้วย วันเวลาผ่านไป ผมไปตามสเตปจนแอบหอมแก้ม หรือไม่ก็กอดไหล่เธอเวลาไปเที่ยวด้วยกันจนเป็นเรื่องปกติ... วันหนึ่งเป็นวันอาทิตย์ ฝ้ายชวนผมมาที่ชมรมเชียร์ของเธอ เรานั่งกันสองคนอยู่ในห้องชมรม ฝ้ายก็นั่งทำโน่นทำนี่ของเธอ ผมมองตามแล้วมันรู้สึกปั่นป่วนไปหมด ผมว่ารินเด็กแล้วนะ แต่ฝ้ายนี่เด็กกว่าเยอะเลย นึกยังไงก็ไม่รู้ ผมกระโดดไปนั่งข้างๆเธอแล้วถามว่าเดี๋ยวจะมีใครมาหรือเปล่า เธอส่ายหน้าบอกว่าไม่ได้นัดใครไว้ เธอตั้งใจจะมาทำงานที่ค้างไว้ให้เสร็จเท่านั้น ผมรู้สึกว่าตัวเองเสียเวลามามากพอแล้วกับการเทียวไปเทียวมาที่นี่และอีกอย่าง ผมต้องเริ่มเน้นเรื่องเรียนแล้ว เลยตัดสินใจหอมแก้มเธอทีนึง ฝ้ายทำตาโตหันมามองหน้า คงไม่นึกว่าผมจะกล้าหอมแก้มเธอในชมรม ผมนึกว่าเธอจะด่า แต่กลายเป็นว่าเธอนั่งหน้าแดง ก้มหน้าไม่พูดอะไร ผมได้ทีก็เลยวิ่งไปล็อคประตูและกลับมานั่งข้างๆพลางเอียงหน้าไปหอมแก้มเธออีกครั้ง เธอหันมาจะพูด ผมยื่นหน้าเอาริมฝีปากไปแตะกับริมฝีปากเธอ สงสัยว่าเธอจะเป็นโรคความดันเพราะบนหน้าเธอมีแต่สีแดง หาพื้นที่สีขาวแทบไม่เจอเลย ฝ้ายกระซิบถามเบาๆว่าพี่ทำอะไร ผมไม่ค่อยชอบอธิบายเป็นภาษาพูด ก็เลยประกบปากกับเธออีกครั้ง ฝ้ายจะผงะหน้าออก แต่ผมรีบประคองศีรษะเธอไว้แล้วแนบริมฝีปากกับเธอไว้จนแน่น เธอทำเสียงอึกอักซักพักปิดปากแน่น ผมใช้ปลายลิ้นเกลี่ยอยู่บนริมฝีปากเธอ ลิปมันที่เธอใช้มันหอมชื่นใจจริงๆ ผมค่อยๆแซะปลายลิ้นเข้าไปในปากของเธอ ผ่านไปชั่วครู่ ฝ้ายจึงยอมเปิดปากของเธอออก ผมรออยู่แล้ว ปลายลิ้นฉกเข้าไปในปาก ควานหาปลายลิ้นของเธอจนสัมผัสกัน ฝ้ายนั่งตัวเกร็งปล่อยให้ผมบรรเลงเพลงลิ้นเข้าใส่เธอ ลมหายใจเธอหอมสดชื่น ยิ่งสร้างความอึดอัดให้ผมมากขึ้นไปอีก ไอ้ข้างล่างของผมไม่ต้องพูดถึง มันตื่นขึ้นมาตั้งแต่หอมแก้มเธอครั้งแรกแล้ว ยิ่งพอได้สัมผัสปลายลิ้นนุ่มของเธอ ยิ่งตื่นมากขึ้นกว่าเดิม ตอนนี้ฝ้ายไม่ได้ห้ามอะไรอีกแล้ว หลับตาพริ้ม เปิดปากรับปลายลิ้นของผมนิ่ง... ผมจูบไปก็คิดคำนวณเวลาไปด้วย ถ้าผมเอา ถึงแม้จะรีบๆก็เถอะ ต้องใช้เวลาประมาณยี่สิบนาที แล้วไอ้ภายในยี่สิบนาทีนี่จะมีใครมาเคาะประตูหรือเปล่าวะ ไม่น่าจะมีนะ ส่วนที่นอนนั้นไม่ต้องเป็นห่วงเพราะในห้องจะมีกำมะหยี่ซึ่งเขาไว้ใช้ตัดทำเพลทวางอยู่บนพื้น ตัดปัญหาเรื่องเจ็บหลังไปได้เลย พอคิดคำนวณทุกเรื่องแบบเข้าข้างตัวเองนิดๆเสร็จแล้วก็ไม่ต้องรออะไรอีก ผมลูบไล้ร่างของเธอภายนอกเสื้อผ้าอย่างแผ่วเบาจนทั่ว ฝ้ายใส่เสื้อยืด กางเกงผ้า จนมือผมเลื่อนกลับมาอยู่บริเวณหน้าอกเธอ ฝ้ายเริ่มขยับจะปัดมือผมออก แต่เรื่องอะไรจะยอม มาถึงตรงนี้แล้ว ผมลูบไล้ด้านหน้าและใช้อุ้งมือคลึงสองเต้าของเธอเบาๆ ฝ้ายสะดุ้งจะร้อง แต่ผมยังประกบปิดปากเธออยู่ จากอุ้งมือที่คลึงอยู่ ผมเปลี่ยนมาใช้ทั้งฝ่ามือบีบเคล้นสองเต้าของเธอแผ่วเบา สองเต้าของเธอมีขนาดปานกลาง ไม่ใหญ่ ไม่เล็ก แต่มันสร้างความตื่นเต้นให้ผมได้มากเลย เพราะนี่เป็นครั้งแรกที่ผมข้ามถิ่นมาทำอย่างนี้นอกคณะหรือสถานที่ประจำ ถ้าเจ้าถิ่นรู้ มีหวังผมตายห่าแน่ๆ... ผมล้วงมือเข้าไปในเสื้อด้านหลังจนพบตะขอยกทรง เหมือนฝ้ายจะรู้ เธอพยายามดิ้นหลบ แต่มือผมสัมผัสกับตะขอจนได้ ขยับปลายนิ้วนิดเดียว ตะขอยกทรงของเธอก็หลุดออกจากกัน ฝ้ายพยายามขยับตัวหนีแต่ผมเลื่อนมือซ้ายโอบร่างของเธอไว้ ส่วนมือขวาขยับย้ายมาด้านหน้า ขยับมืออีกนิดเดียว ฝ่ามือของผมก็เข้าไปสัมผัสกับเต้าเนื้อแท้ๆภายในยกทรงที่ถูกดันขึ้นไปด้านบน ฝ้ายสะดุ้งเฮือกไปทั้งตัว จะดันมือผมออก แต่ตอนนั้นผมโอนสัญชาติเป็นตุ๊กแกเรียบร้อยแล้ว พอมือเกาะบนเต้าของเธอก็กดแนบแน่นอยู่ตรงนั้นพลางบีบเคล้นเบาๆ เธอแอ่นตัวตามแรงเคล้นคลึงของผมอย่างเป็นจังหวะ ผมคลึงอยู่อย่างนั้นและรู้สึกว่าแรงต่อต้านค่อยๆลดลง อยากจะเล่นอย่างนี้ไปนานๆ แต่ไอ้ที่อยู่ข้างล่างมันคอยกระตุกเตือนอยู่ว่าทนไม่ไหวแล้ว และเวลาก็มีไม่มากด้วย... ผมค่อยๆช้อนร่างเธอขึ้นมาแล้วไปวางบนกำมะหยี่ทั้งที่ปากยังประกบอยู่เช่นนั้น พอวางลง ฝ้ายรีบบอกว่าอย่าทำเธอเลย ผมโกหกเธออย่างแรงที่สุด กับรินหรือน้ำหรือใครๆที่ผ่านมา ผมไม่เคยบอกสาวๆพวกนั้นเลยว่าผมรักพวกเธอ แต่ผมบอกฝ้ายว่าผมรักเธอ จะบอกเพื่อนๆว่าผมไม่ได้รักเธอหรอกนะ แต่ตอนนั้นเหตุการณ์มันพาไป ถ้าไม่พูดอย่างนั้น มันก็ต้องอธิบายเยอะว่าผมทำอย่างนั้นทำไมและเธอก็ต้องไม่ยอมแน่ๆเลย ผมบอกฝ้ายว่าผมรักเธอ ทำทุกอย่างก็เพราะรัก แต่ถ้าฝ้ายไม่รักผม ก็ไม่ต้องยอมก็ได้นะ ผมไม่บังคับใครอยู่แล้ว เธอนิ่งไป ส่วนผมโคตรลุ้นเลยเพราะวางรุกฆาตไปอย่างนี้ ถ้าเธอล้มกระดาน ผมต้องกลับคณะมือเปล่าแน่ๆ แต่รออยู่ก็ไม่เห็นเธอตอบอะไร ผมก็ลองก้มลงไปจูบปากเธอเบาๆ คราวนี้เธอเปิดริมฝีปากรอรับปลายลิ้นของผมเอง ถ้าอย่างนี้ก็ไม่ต้องรอคำตอบแล้ว ผมล้มตัวลงนอนข้างๆ ริมฝีปากยังประกบกันอยู่ มือขวาลูบไล้ร่างของเธออย่างแผ่วเบาจนทั่ว ฝ้ายหลับตานอนนิ่ง ผมค่อยๆล้วงมือเข้าไปในเสื้อเธอและกุมเต้าที่แน่นกระชับเป็นก้อนพลางเคล้นมือเบาๆ เธอบิดตัวไปมา ซักพักเมื่อเห็นว่าถึงเวลาแล้ว ผมจึงค่อยๆขยับตัวถอดเสื้อยืดของเธอออกจากศีรษะและปลดตะขอกางเกงรูดซิปก่อนจะดึงกางเกงผ้าออกจากปลายขาของเธอ ฝ้ายรีบเอาแขนบังส่วนบนและส่วนล่างจากสายตาของผม... ผมอยากจะใช้เวลาชมความงามของเธอให้มากเหมือนกัน แต่ไม่กล้าเสี่ยงที่จะอ้อยอิ่ง เมื่อเปลื้องชุดของเธอจนเหลือแต่ยกทรงที่ค้างครึ่งๆกลางกับซับในชั้นล่างตัวจิ๋วแล้ว ผมก็รีบขยับตัวถอดชุดของตัวเองออกอย่างรวดเร็วจนไม่เหลืออะไรแม้แต่กางเกงใน เมื่อพร้อมแล้วก็หันกลับไปให้ความสนใจกับร่างที่นอนอยู่ข้างๆ ฝ้ายนอนหลับตาหน้าแดงกล่ำ ผิวของฝ้ายขาวละเอียด มีไรขนบางๆขึ้นตามแขน อยากจะใช้เวลากับเรือนร่างเธอให้นานๆแต่เอาไว้คราวหน้าก็แล้วกัน พอคิดอย่างนั้นแล้วก็ค่อยๆถอดยกทรงที่ยังค้างอยู่บนเนินอกออกจากปลายแขน คนกินดีอยู่ดีนี่มันได้เปรียบจริงๆ เพราะผิวเนื้อภายในมันสะอาดสะอ้านไม่มีรอยอะไรมาทำให้สะดุดตาแม้แต่นิดเดียว โดยเฉพาะสองเต้าของเธอที่ชูชันขึ้นมา ผมมองแล้วก็ยิ้มเพราะปลายยอดของมันแข็งชันขึ้นมาเป็นเม็ด บ่งบอกถึงอารมณ์ของเจ้าของเป็นอย่างดี ผมค่อยๆใช้ปลายลิ้นแตะกับปลายยอดเบาๆ แต่ฝ้ายเด้งตัวขึ้นมารับอย่างแรง ปลายลิ้นสัมผัสยอดเต้าชั่วขณะ ริมฝีปากก็ตามลงไปประกบปลายยอดนั้นไว้และเม้มดูดเบาๆ เสียงครางของฝ้ายยิ่งทำให้ผมอึดอัดมากยิ่งขึ้น มือป่ายลงไปด้านล่างจนสัมผัสโหนกเนื้อใต้ซับใน ฝ้ายตะครุบหลังมือผมไว้แน่น แต่พอทำอย่างนั้น ปลายนิ้วก็ขยับลงไปด้านล่างและเกลี่ยขึ้นลงตามรอยแยกกลางลำตัว ฝ้ายเอียงตัวหลบไปมา ระล่ำระลักถามว่าผมทำอะไร ผมเอานิ้วชี้แตะริมฝีปากตัวเองเป็นเชิงว่าไม่ต้องถาม มือขวายังคงขยับปลายนิ้วไปมาอยู่ตามรอยแยกนั้น ซักพักก็รู้สึกว่าปลายนิ้วเริ่มมีอาการเปียกชื้นจากบริเวณที่เขี่ยไปมาอยู่ ได้ยินเสียงฝ้ายร้องเบาๆว่าพอแล้ว พอแล้ว แต่ใครจะไปยอมหยุดวะ ผมค่อยๆดึงซับในตัวสุดท้ายออกจนหลุดจากปลายเท้าของเธอ... ผมว่าเธออาจจะเป็นลูกพี่ลูกน้องกับรินก็ได้ เพราะเนินเนื้อของเธอที่เห็น มันดำสนิทแทบจะมองหาพื้นที่ที่เป็นเนื้อไม่เจอเลย ฝ้ายจะเอียงตัวหนี แต่ผมรีบยึดร่างเธอนอนหงายไว้และก้มลงไปแนบใบหน้ากับเส้นไหมดำของเธอ คราวนี้ฝ้ายสะดุ้งเฮือกทั้งตัว พยายามจะดึงศีรษะผมออก แต่บอกแล้วไงว่าผมแปลงร่างเป็นตุ๊กแกแล้ว แกะไม่ออกหรอก แนบใบหน้ากับเนินเนื้อแล้วใช้ริมฝีปากเม้มดึงเส้นไหมแผ่วเบา ฝ้ายร้องครางเหมือนจะตายตอนนั้น ผมเล่นอยู่บนเนินซักพักก็ค่อยๆเลื่อนใบหน้าลงไปด้านล่าง รู้สึกว่าขาของเธอจะสั่นไปหมด จนใบหน้าแนบกับรอยแยกกลางลำตัวและฉกปลายลิ้นเข้าไปในร่อง ฝ้ายเด้งเอวขึ้นรับ ได้ยินเธอครางสะอื้นเบาๆ ผมก้มหน้าก้มตาตวัดปลายลิ้นเข้าใส่ร่องของเธอจากช้าจนเร็วขึ้นเรื่อยๆ จนรู้สึกว่าเธอคงพร้อมทุกอย่างแล้วเพราะหยาดน้ำในร่องของเธอมันเอ่อซึมออกมาจนเปียกโชกไปทั่วทั้งร่อง ผมค่อยๆเลื่อนใบหน้าขึ้นมาตามร่างของเธอและมาหยุดอยู่บนสองเต้านั้นอีกครั้งเพื่อให้เธออยู่ในสภาพพร้อมที่สุด จากนั้นจึงค่อยๆแทรกตัวเข้าไปอยู่ในหว่างขาของเธอ ใช้หัวเข่าแยกต้นขาเธอออกจนกว้างโดยที่ยังนอนทับอยู่บนร่างเธออย่างนั้น เอื้อมมือไปจับท่อนเนื้อมาจ่ออยู่หน้าร่องรอยแยกแล้วขยับเขี่ยขึ้นลงตามรอยแยก ฝ้ายหลับตาร้องครางเบาๆ ริมฝีปากผมยังประกบแนบแน่นกับสองเต้าสลับไปมา จนเห็นว่าถึงเวลาแล้วจึงค่อยๆจับท่อนเนื้อดันเข้าไปในร่างเธอช้าๆ ฝ้ายสะดุ้งทั้งตัว พยายามผลักร่างผมออก แต่ผมนอนคร่อมร่างเธออยู่ ใครจะไปยอมเลิก จนรู้สึกว่าส่วนหัวมันเข้าไปในร่องแล้ว ตอนนี้ฝ้ายนอนหลับตานิ่ง เกร็งไปทั้งตัว ผมก็ไม่ว่าอะไร เกร็งได้ไม่นานหรอก เดี๋ยวก็ต้องผ่อน แล้วก็เป็นอย่างนั้นจริงๆ ซักพักก็รู้สึกว่าร่างเธอคลายจากอาการเกร็ง คงเป็นเพราะผมยังละเลงปลายลิ้นอยู่บนเต้าของเธอมั๊ง... พอรู้สึกว่าเธอคลายจากอาการเกร็งแล้ว ผมก็ค่อยๆดันเข้าไปในร่างเธอต่อทีละนิด รู้สึกว่ามันเข้าไปได้ยากเหลือเกิน จนกระทั่งเฮือกสุดท้าย ผมตัดใจกดร่างลงบนตัวเธอ ดันท่อนเนื้อที่เหลือเข้าไปจนสุด ฝ้ายร้องโอ้ย บีบแขนผมแน่นจนเจ็บ ผมปล่อยให้เธออยู่ในสภาพอย่างนั้นซักพัก ตอนนี้ฝ้ายไม่ได้หน้าแดงแล้ว แต่หน้าซีดจนขาวไปหมด ผมก็สงสารนะ แต่ไหนๆก็มาถึงนี่แล้ว ทำให้มันเสร็จๆไปก็แล้วกัน คิดอย่างนั้นแล้วก็เริ่มขยับตัวบนร่างของเธอทันที เธอขยับตัวตามแรงโยกของผม คงเพราะยังแน่นอยู่ ซักพักก็รู้สึกว่าร่องของเธอเริ่มคล่องขึ้น ผมเริ่มขยับตัวได้เร็วขึ้น ฝ้ายนอนอยู่ข้างล่างจับแขนผมไว้แน่น กำลังโยกตัวอยู่ดีๆก็รู้สึกว่าเธอเกร็งตัววูบขึ้นมา ร่องข้างล่างบีบรัดท่อนเนื้อผมจนแน่น ซักพักก็กระตุกไปทั้งร่าง ผมอมยิ้มในใจเพราะรู้ว่าเธอถึงจุดสุดยอดไปแล้ว ไม่อยากเสียเวลาแล้วล่ะ ผมเร่งจังหวะโยกทันที แต่ขยับไม่ได้มากนักหรอกเพราะรอยแยกนั้นมันแน่นจนขยับตัวไม่ได้มากนัก โยกได้อีกไม่กี่ทีผมก็ไม่ไหวแล้ว กัดฟันโยกอีกครั้งก่อนจะกดร่างบนตัวของเธอและฉีดน้ำเข้าไปในรอยแยกกลางลำตัวเธอเป็นจังหวะ ฝ้ายกระตุกร่างรับ กอดร่างผมไว้แน่น ผมก็กอดเธอไว้จนแน่นจนหยาดน้ำในร่างปลดปล่อยเข้าไปในตัวเธอจนหมดแล้วจึงแยกตัวมานอนข้างๆเธอ... อยากจะบอกเพื่อนๆว่าเรื่องของฝ้าย ที่จริงมันใช้เวลาแค่ประมาณสิบห้านาทีเอง แต่ผมรู้สึกว่าผมบรรยายจนมันเกินเวลาไปกว่านั้น เพราะเวลาทำจริงๆ มันรวบรัดกว่าการบรรยายเป็นตัวหนังสือเยอะเลย ก็ทนๆอ่านหน่อยก็แล้วกันนะ... วันนั้นเรามีอะไรกันสองครั้ง ครั้งที่สองเกิดขึ้นหลังจากที่ผมต้องนั่งคุยนั่งปลอบเธอตั้งนาน ฝ้ายร้องไห้ไม่หยุดเลย พูดแต่ว่าได้เธอแล้ว อย่าทิ้งเธอไปไหน ผมไม่รู้ว่าจะพูดยังไงดี ก็เออออตามเธอไปจนเธอเริ่มมีอาการดีขึ้น ซักพักนึงเราก็ต่อครั้งที่สองกัน พอเสร็จแล้วตอนจะกลับบ้าน ผมต้องเอากำมะหยี่ผืนนั้นไปทิ้งเพราะมันเลอะคราบน้ำทั้งของเธอและของผมจนเสียหมดเลย... ตั้งแต่วันนั้นมา ผมไม่ค่อยได้ไปที่นั่นอีก ถ้าไปแล้วต้องเจอฝ้าย ผมจะเลือกเวลาที่มีคนอยู่ด้วยเยอะๆ ไม่เปิดโอกาสให้เธอได้พูดอะไรมากนักเพราะบอกตรงๆว่าผมไม่อยากฟัง เรื่องของผมในคณะก็เยอะพออยู่แล้ว ไหนจะเรื่องเรียนอีกล่ะ จนหลังๆ ผมก็ไม่ได้ไปที่นั่นอีกเลย ก็มีบ้างที่เพื่อนผมมาบอกว่าฝ้ายฝากถามมาว่าเมื่อไหร่จะไปที่นั่นอีก ผมก็ไม่เคยฝากคำตอบไปกับเพื่อนเลย... เรื่องของฝ้ายค่อนข้างรวบรัดเพราะเขียนไปเขียนมา มันหลายหน้าแล้ว ก็จะบอกแค่ว่าช่วงปีสี่ผมต้องเรียนหนักมากๆ ต้องทำรายงานเพราะมันเป็นสิ่งเดียวที่ผมไว้ใช้ต่อรองกับอาจารย์ในการขอเกรด คนอื่นๆที่อยู่ท้ายๆก็เป็นเหมือนผมทั้งนั้น พอใกล้สอบก็ต้องอ่านหนังสือเอาเป็นเอาตายเลยเพราะทุกคะแนนในการสอบ มีค่าสำหรับผมทั้งนั้น ยิ่งสองเดือนสุดท้ายนี่ผมงดกิจกรรมทุกชนิดรวมทั้งกิจกรรมบนเตียงด้วย ส่วนน้ำก็ยังเป็นน้ำ ขนาดไม่พูดกัน เธอก็ยังมาคอยดูว่าผมทำงานเสร็จแล้วหรือยัง ผมยังนึกถึงทุกวันนี้เลยว่าทำไมตอนนั้นผมไม่บอกรักเธอวะ เพราะว่าจนวันสุดท้ายของการสอบ เธอก็ยังดีเสมอต้นเสมอปลายอยู่เลย พอออกจากห้องสอบ ผมก็ไม่สนใจแล้วล่ะ ตกหรือผ่านก็ช่างหัวมัน หมดหน้าที่ผมแล้ว... จบปีสี่แล้ว หมดเรื่องเล่าให้เพื่อนๆฟังแล้ว ผมก็เรียนจบตามปกติเพียงแต่หืดขึ้นคอนิดหน่อยเท่านั้น พอคิดย้อนกลับไปแล้วก็อยากกลับไปเรียนใหม่เหมือนกันนะเพราะชีวิตช่วงนั้นสนุกที่สุดเลย แต่วันที่รู้สึกแย่ที่สุดคือวันที่คณะจัดบายศรีซีเนียร์ สาขาของเราจัดแยกต่างหาก ใครที่เคยผ่านมาแล้วคงพอจะจำภาพได้ วันนั้นไม่ได้หัวเราะเลยนะเพราะเรารู้ว่าไม่มีวันรุ่งขึ้นสำหรับเราในคณะอีกแล้ว จำได้ว่านังจุ๋มมาทำตาแดงๆบอกว่าผมอย่าหายหัวไปเลยนะ ว่างๆให้กลับมาสาขาบ้าง ส่วนน้ำนี่ร้องไห้ทั้งวันจนตาบวมเลย ทำไมผมจะไม่รู้ว่าน้ำร้องไห้เพราะอะไร ที่ผ่านมาเราอาจจะไม่คุยกัน แต่เราก็ยังได้เห็นหน้า ได้ทำงานร่วมกัน ก็ไม่เป็นไร ฟ้าไม่ได้กำหนดให้เรามาคู่กันแค่นั้นเอง ตอนกลางคืน น้องๆเค้าจุดเทียนในห้องประชุมแล้วร้องเพลงของสาขา จะบอกเพื่อนๆว่านึกถึงตอนนั้นเมื่อไหร่ก็ยังได้ยินเพลงของสาขาแว่วอยู่เลย... จบแล้วครับ... Duy


tag : Friend (เพื่อน) 5 Copy End,
เล่าเรื่องเสียว,คุยเรื่องเช็กซ์,การ์ตูนโดจิน,อ่านการ์ตูน,ดูหนังโป๊,คลิปหลุด,วีดีโอโป๊,หนังเอ็กซ์
This site is not suitable for children under 18. Opportunity for everyone to read posts for free. No charge. Please consider appropriate. All girls appearing on this website are 18 years or older. Click here for records required pursuant to 18 U.S.C. 2257 Record Keeping Requirements Compliance Statement. By entering this site, you swear that you are of legal age in your area to view adult material and that you wish to view such material. CopyRight seawjing.com 2013
..close..